ย้อนหลังไปเมื่อ 125 ปีก่อน ชาวนาบัวกลุ่มแรกที่อพยพมาอยู่ที่นาบัวคือ ครอบครัวนายเชียงผง ทองใส ต้นตระกูล ทองใส , บิดาของนายน้อย พิมพา ต้นตระกูล พิมพา , ผู้ใหญ่เพีย พิมพ์นาจ ต้นตระกูล พิมพ์นาจ , และบิดาของนายบัวพา บัวขันธ์ ต้นตระกูล บัวขันธ์ ต่อมาได้มีอีก 5 ครอบครัวจากเขมราฐและยโสธรอพยพมาอยู่ด้วย ได้แก่ ครอบครัวบิดาของนายสา นาแว่น ต้นตระกูล นาแว่น , หลวงไชยเพชร กับน้องชาย ต้นตระกูล ไชยเพชร และ วินบาเพชร , และนายทิดนนท์และนายสังข์ แพงยอด ต้นตระกูล แพงยอด
ผืนดินนาบัวขณะนั้นมีความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติมากกว่าที่อื่น แต่เต็มไปด้วยความโหดร้ายจากไข้ป่าที่ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นการกระทำของผีร้าย ทำให้คนที่เคยมาอยู่ก่อนต้องทิ้งถิ่นฐานไปอยู่ที่อื่น ดังนั้น เมื่อบรรพชนชาวนาบัวทราบว่ามีพระฝรั่งซึ่งผีร้ายกลัวมาเผยแผ่ศาสนาที่บ้านกุดจอก (ตำบลวาใหญ่ อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร) ซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก จึงพากันไปขอพึ่งบุญ

จากบันทึกประวัติวัดนักบุญยอแซฟ คำเกิ้ม นครพนม ของ คุณพ่ออัลเฟรด - มารีย์ รองแดล เจ้าอาวาสในสมัยนั้นพบว่า คุณพ่อได้รับสมัครผู้กลับใจจากบ้านนาบัวและบ้านกุดจอกในเขตจังหวัดสกลนคร ในปี ค . ศ . 1887 ( พ . ศ . 2430) จึงแน่ใจได้ว่าคริสต์ศาสนาเข้ามาที่บ้านนาบัวในปีดังกล่าว ดังนั้น ปี ค . ศ . 1887 ( พ . ศ . 2430) จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความเชื่อและการประกาศพระวรสารที่นาบัว
ในบันทึกปี ค . ศ . 1889 ( พ . ศ . 2432) ได้บอกให้เราทราบว่า บ้านนาบัวและกุดจอกทำให้ คุณพ่อรองแดลรู้สึกหนักใจมาก เพราะต้องเดินทางขี่ม้าจากบ้านคำเกิ้มเป็นเวลาสองวันกว่าจะถึง จึงอยากให้มีผู้อยู่ประจำคอยดูแลเอาใจใส่สองหมู่บ้านนี้ ที่สุดได้ เปโตร จานพิมพ์ ซึ่งเคยเป็นพระภิกษุมาก่อน คุณพ่อรองแดล ได้มอบหมายให้ จานพิมพ์ไปสอนคำสอนแก่ผู้ที่ประสงค์จะกลับใจที่นาบัวและกุดจอก ซึ่งขณะนั้นเป็นเหมือนฝูงแกะที่ปราศจากผู้เลี้ยง

เปโตร จานพิมพ์ ได้ออกเดินทางไปนาบัวพร้อมกับ เซียงบา ต้นตระกูล จันทร์สุนีย์ ผู้เป็นหลานในปี ค . ศ . 1890
( พ . ศ . 2433) เพื่อสอนคำสอน บันทึกศีลล้างบาปแรกที่นาบัวลงวันที่ 26 มกราคม ค . ศ . 1890 ( พ . ศ . 2433) หลังจากนั้นกลุ่มคริสตชนนาบัวและกุดจอกได้ขึ้นอยู่กับศูนย์ท่าแร่ ในบันทึกรายงานประจำปี ค . ศ . 1901 ( พ . ศ . 2444)
พระสังฆราชยอแซฟ - มารีย์ กืออ๊าส ได้เขียนไว้ว่า บ้านช้างมิ่ง บ้านนาบัว บ้านกุดจอก บ้านดอนทอย บ้านแก่งราบ ทั้งหมดนี้ คุณพ่อกองเต และ คุณพ่อกราเซียง เป็นผู้ดูแล คุณพ่อกองเตได้สร้างวัดหลังแรกขึ้นมีลักษณะเป็นวัดชั่วคราวหลังคามุงจาก
เป็นไปได้ว่าวัดหลังแรกนี้สร้างเสร็จและเปิด-เสกในวันที่ 6 มกราคม ซึ่งเป็นวันสมโภชพระคริสตเจ้าแสดงองค์ หรือที่แต่เดิมเรียกว่า วันฉลองพญาสามองค์ ดังนั้น วัดหลังแรกและคริสตชุมชนใหม่แห่งนาบัวจึงได้ชื่อว่า วัดพญาสามองค์ นาบัว ต่อมาภายหลังจำนวนคริสตชนได้เพิ่มมากขึ้น คุณพ่อกองเตได้สร้างวัดหลังที่สองซึ่งเป็นวัดไม้ถาวรที่มั่นคงแข็งแรง

จำนวนคริสตชนที่เพิ่มมากขึ้นส่วนหนึ่งอพยพมาจากดอนโดน เกาะกลางแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นศูนย์ใหม่ฝั่งประเทศลาวที่ คุณพ่อซาเวียร์ เกโกได้ตั้งขึ้น ส่วนใหญ่เคยเป็นทาสที่ คุณพ่อเกโกไถ่มา อีกพวกหนึ่งคือพวกที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผีปอบ ถูกขับไล่ออกจากหมู่บ้านต่างๆ จึงพากันมาขอพึ่งบุญคุณพ่อเจ้าอาวาสวัดนาบัวมา เช่น ตระกูล บุตรสงกา จากอำเภอนาว้า จังหวัดนครพนม ส่วนผู้ที่อพยพมาใสสมัยหลัง บ้างเป็นญาติหรือคนที่รู้จักคุณเคยคุณพ่อเจ้าอาวาสในขณะนั้นจึงตามมาอยู่ด้วย เช่น ตระกูล
เมาบุดดา และ จูมคำตา จากประเทศลาว สมัย คุณพ่อแท่ง ยวงบัตรี (พระสงฆ์องค์แรกของวัดดอนโดน ประเทศลาว)
และตระกูล ยาสาไชย และ มะวงศ์งอย จากวัดจันทร์เพ็ญ (อำเภอเต่างอย จังหวัดสกลนคร) ในสมัย คุณพ่อวันดี
พรหมสาขา ณ สกลนคร (พระสงฆ์องค์ที่สองของวัดจันทร์เพ็ญ)

ดังนั้น บรรพชนของชาวนาบัว ล้วนแล้วแต่เป็นคนที่หนีความอดอยากยากแค้น และคนที่ได้รับการไถ่ให้อิสระจากการเป็นทาสของนายเงินหรืออิทธิพลของผีร้าย แม้จะมีความแตกต่างด้านภูมิหลังความเป็นมา แต่แสงสว่างแห่งพระวรสารที่ได้รับการประกาศจากบรรดาเจ้าอาวาสทั้ง 30 องค์ ตลอด 125 ปีที่ผ่านมา ได้หลอมรวมชาวนาบัวทุกตระกูลให้กลายเป็นหนึ่งเดียวกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คริสตชุมชนแห่งนี้ได้ผ่านช่วงเวลาของการพิสูจน์ครั้งสำคัญในช่วงเวลาของการเบียนเบียนศาสนาเมื่อคราวเกิดกรณีพิพาทอินโดจีน แม้วัดที่เคยเป็นศูนย์กลางทางความเชื่อจะเปลี่ยนชื่อเป็น วัดพุทธสัมพันธ์วงศ์ บ้านพักพระสงฆ์กลายเป็นสำนักสงฆ์ แต่ชาวนาบัวยังคงยืนหยัดมั่นคงในความเชื่ออย่างไม่มีวันเสื่อมคลาย ดอกผลที่พิสูจน์ความจริงนี้คือ วัดนาบัวเป็นแหล่งเพาะกระแสเรียกสำหรับพระศาสนจักรและอัครสังฆมณฑลท่าแร่-หนองแสง

125 ปีที่ผ่านมา คริสตชุมชนนาบัวได้เจริญเติบโตขึ้นทุกด้าน ทั้งทางด้านวัตถุและจิตใจ กลายเป็นชุมชนใหญ่และเข้มแข็ง จากจุดเริ่มต้นเพียง 5 ครอบครัวที่อพยพมา รวมกับพวกที่อพยพมาอยู่ก่อนแล้ว เพียงไม่กี่ครอบครัว ได้เพิ่มจำนวนเป็น 767 ครอบครัวในปัจจุบัน แบ่งการปกครองออกเป็นสองหมู่บ้าน แยกเป็นชุมชนคริสตชนพื้นฐาน 12 กลุ่ม , คริสตชนจำนวน 1,576 คน
, มีลูกวัดที่เป็นพระสงฆ์ 8 องค์ , ภคินี 7 รูป , ภราดา 1 คน , สามเณร 13 คน และผู้ฝึกหัด 10 คน
เครื่องหมายที่บ่งบอกถึงความเข้มแข็งของคริสตชุมชนแห่งนี้คือ ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ในการเตรียมสมโภช 125 ปีแห่งความเชื่อและการแพร่ธรรมตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา พวกเขาได้ทำให้สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นเพื่อบ้านเกิดเมืองนอนของตน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างซุ้มประตูใหญ่ 2 ซุ้ม , โรงครัวใหม่ , หอระฆังและซุ้มแม่พระซึ่งเสร็จสมบูรณ์ รวมถึง การบูรณะวัดไม้และพิพิธภัณฑ์ปีแอร์ โกลาส์ ซึ่งกำลังก้าวหน้าเป็นลำดับ

โดยได้รับการสนับสนุนจากพี่น้องชาวนาบัวเป็นอย่างดียิ่ง คนที่มีไม้ได้บริจาคไม้ คนที่พอมีฐานะได้บริจาคเงินช่วยเหลือ ลูกหลานที่ไปทำงานต่างถิ่นต่างแดน อาสาทำผ้าป่าหรือบอกบุญคนรู้จักให้มาช่วยอีกแรง คนที่ไม่มีอะไรจะให้ได้อุทิศแรงกายแรงใจและคำภาวนา ช่วยกันคนละไม้ละมือเพื่อให้โครงการนี้สำเร็จ นี่คือ ความสมัครสมานสามัคคีและความใจกว้างของพี่น้องชาวนาบัวสำหรับวัดและถิ่นกำเนิดของพวกเขา ที่สมควรได้รับการยกย่องและภาคภูมิใจ
ดังนั้น วันนี้วันที่ 21 มกราคม ค.ศ. 2012 (พ.ศ. 2555) จึงเป็นวันแห่งความชื่นชมยินดีและ กตัญญูต่อบรรดามิชชันนารี เริ่มตั้งแต่คุณพ่ออัลเฟรด-มารีย์ รองแดล ผู้บุกเบิก คุณพ่อ เจ้าอาวาสในอดีตทั้ง 30 องค์ และบรรพชนชาวนาบัวทุกคน ที่ได้ร่วมแรงร่วมใจกันสานต่อมรดกแห่งความเชื่อและฝ่าฟันอุปสรรคปัญหาต่างๆ ในการสร้าง คริสตชุมชนนาบัว จากรุ่นสู่รุ่น เรื่อยมามาจนบรรลุความสำเร็จในปัจจุบัน

นอกนั้นวันนี้ ยังเป็นวันเริ่มต้นขวบปีแห่งการฟื้นฟูชีวิตคริสตชนของชาวนาบัวให้เข้มข้น เพื่อชาวนาบัวทุกครอบครัวและทุกคน จะได้ตระหนักในบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบของตน ที่จะร่วมกันสืบสานมรดกแห่งความเชื่อ เชื่อมต่อจากบรรพชนและบุพการีในอดีต เพื่อก้าวเดินไปสู่อนาคตข้างหน้าอย่างมีเป้าหมาย
พระศาสนจักรมิได้เติบโตขึ้นด้วยความบังเอิญ หากแต่ยั่งยืนมั่นคงขึ้นมาได้ด้วยหยาดเหงื่อ เลือดเนื้อและชีวิตของบรรดามรณสักขีจำนวนนับไม่ถ้วนในอดีต ซึ่งได้กลายมาเป็นรากฐานอันมั่นคงของพระศาสนจักร ความเป็นมาของคริสตชุมชนนาบัว แม้จะถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมเมื่อวันที่ 26 มกราคม ค . ศ . 1890 ( พ . ศ . 2433) ซึ่งได้รับศีลล้างบาปกลุ่มแรก แต่สามารถเชื่อมโยงไปถึงการเข้ามาของคริสต์ศาสนาในภาคอีสานภายใต้การนำของ คุณพ่อยอห์นบัปติสต์ โปรดม และคุณพ่อซาเวียร์ เกโก เมื่อปี ค . ศ . 1881 ( พ . ศ . 2424)

125 ปี คริสตชุมชนนาบัว จึงเป็นช่วงเวลาแห่งพระพรของพระเจ้าโดยแท้ เป็นพระญาณสอดส่องและแผนการของพระองค์ที่มนุษย์ไม่อาจเข้าใจได้ทั้งหมด ในความรักและความเมตตาที่โปรดให้ลูกหลานชาวนาบัวผ่านช่วงเวลาต่างๆ มาอย่างราบรื่น พระเจ้าได้ทรงหลั่งพระหรรษทาน ความรักและความเมตตาของพระองค์มายังชาวนาบัวอย่างต่อเนื่อง ตลอดระยะเวลา 125 ปีที่ผ่านมาและจะเป็นเช่นนี้สืบไปไม่มีวันสิ้นสุด
ควรที่ลูกหลานชาวนาบัวทุกคนจะสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ อันหาขอบเขตมิได้ของพระเจ้า กตัญญูต่อคุณพ่ออัลเฟรด-มารีย์ รองแดล ผู้บุกเบิก บรรดาจ้าอาวาสและบรรพชนในอดีต โดยเฉพาะคุณพ่อปีแอร์ โกลาส์ ผู้มีคุณูปการใหญ่หลวงต่อชาวนาบัว ซึ่งครบรอบ 25 ปีแห่งการจากไป
วันที่ 22 มกราคม ค.ศ. 2012 (พ.ศ. 2555) นี้ อีกทั้ง ร่วมมือกับพระหรรษทานของพระเจ้า ในการนำคริสตชุมชนนาบัวให้เจริญก้าวหน้าสืบไป เพื่อรักษามรดกทางความเชื่ออันล้ำค่าให้วัฒนาถาวรสืบไป สมดังคำขวัญที่ว่า
ทิ้ง ผีชั่ว ติดตาม องค์พระคริสต์ เจริญชีวิตตาม พระวรสาร
สืบสาน ประเพณีแห่ดาว กล่าวขาน ตำนานช้างหิน
ขจรไกลทั่วถิ่น กลองยาวข้าวเม่าหอม-ฝักบัวหวาน ขึ้นชื่อ
เลื่องลืออลังการ วัดไม้ ยืนหยัดมั่นใน คริสตธรรม
ขอบคุณข้อมูลจาก
คุณพ่อดาเนียล ขวัญ ถิ่นวัลย์
เจ้าอาวาสวัดพระคริสตประจักษ์ นาบัว
ลำดับที่ 31
http://dondaniele.blogspot.com/2012/01/125_22.html
|