" ขอต้อนรับสู่ อัครสังฆมณฑลท่าแร่-หนองแสง ดินแดนมรณสักขี 7 มาร์ตีแห่งการพลีชีพเพื่อปกป้องความเชื่อ"
 
ครูอีสาน... ชีวิตยังค้างคอย

______________________________________โดย คพ.ประยูร พงศ์พิศ

 
 
 

 
 

คุณพ่อเปโตร ประยูร พงษ์พิศ
อายุ 59 ปี พระสงฆ์อัครสังฆมณฑลท่าแร่-หนองแสง



ชีวิตที่ไม่เคยลงตัว กระแสเรียกมั่นคง แต่ชีวิตที่มักหักเห ความคิดแต่ละเรื่องถ่ายทอดออกมาชัดเจนด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและมีพลัง
เป็นนักคิด นักเขียน และชอบเขียนด้วย

ในครอบครัวพ่อแม่มีลูกทั้งหมด 10 คน คุณพ่อเป็นลูกคนหัวปี ยังพี่น้องอยู่กันครบหมด มีน้องชายคือคุณพ่อสุรศักดิ์ พงษ์พิศ เป็นพระสงฆ์ท่าแร่ฯ 1 คน
ส่วนคุณพ่อเฉลิมศิลป์  จันทร์ลา เป็นลูกของป้า น้องสาวชื่อพัชรา พงศ์พิศ เป็นสมาชิกคณะโฟโคลาเร และเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
(เอแบค) ด้วย

ถ้าจะคุยเรื่องเบาๆ ได้ไม่กี่นาทีก็เบื่อ แต่ถ้าจะคุยเรื่องหนักๆ เรื่องวัฒนธรรม เรื่องชีวิตจิตคริสตชนแบบอีสาน แบบไทยๆ
คุยได้ตังแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนพระอาทิตย์ตก เรื่องไกลตัวมักจะรู้ดี แต่เรื่องใกล้ตัว โปรดอย่าถาม เรื่องเวลา “ คนต้องเป็นนายเหนือเวลา”

ครั้งหนึ่งเป็นไกด์วีไอพี. พาบราเดอร์มาร์ติน โกมลมาศ ไปเยี่ยมดูชีวิตอีสาน ด้านศิลปะและวัฒนธรรม
เมื่อใกล้จะถึงสนามบินได้เห็นเครื่องบินลำหนึ่งบินไปต่อหน้าต่อตา ยังพูดได้สบายใจ “ โอ้...เครื่องบินลำของเราแน่ๆ เลย”

ผมมีโอกาสไปเยี่ยมอีสานและได้พูดคุยถึง “ มุมมอง” อีสานที่ได้กลั่นกรองมาอย่างลุ่มลึกตกผลึกแล้ว รับประกันด้วยตำแหน่ง
“ เลขาธิการวัฒนธรรม 4 สังฆมณฑลอีสาน”

สงฆ์อีสาน ในวัฒนธรรมอีสาน

พระสงฆ์อีสานในความคิดของผมถือว่าเป็นสถาบัน เป็นโครงสร้างหนึ่งที่เป็นผู้นำของชุมชนและชาวบ้าน

การสัมมนาพระสงฆ์ 4 สังฆมณฑลอีสาน ในใจความทั่วไปก็มีเป้าหมายทำให้เกิดความเป็นหนึ่งเดียวกันของพระสงฆ์อีสาน ในบริบทของตน
คิดว่าโดยภาพรวมของพระสงฆ์คงไม่ต่างจากพระสงฆ์ทั่วถิ่นไทย การสัมมนาพระสงฆ์อีสานถ้าจะให้ลึกซึ้งต้อง “ ซีเรียส” มากกว่านี้

ต้องเข้าถึงคนอีสาน ต้องการคนอีสานจริงๆ ที่พูดภาษาอีสาน เกิดอยู่ในอีสาน เพื่อจะได้สัมผัสได้อย่างลึกซึ้ง ผมเคยปรึกษาพระคุณเจ้าชูศักดิ์
ในเรื่องนี้ ท่านก็เห็นด้วย เราจึงจะสื่อสารกับชาวบ้านได้ ท่านชูศักดิ์เองก็มีความรู้ด้านศาสนสัมพันธ์และเรียนมาโดยตรง
แต่จะให้เข้าใจและสื่อสารได้อย่างลึกซึ้งนั้นยังไม่พอ

ความเป็นอีสาน ( Esanness) ไม่ใช่คิดถึงแต่คริสตังเท่านั้น แต่ควรจะมองไปถึงคนทั่วไป วิถีชีวิตของคนทั่วไป เพราะคริสตังเรามีส่วนน้อย
วิถีชีวิตวัฒนธรรมอีสานนั้น พระสงฆ์เราได้เริ่มศึกษากันอย่างจริงจังและได้พิมพหนังสือออกมาเล่มหนึ่งด้วยเมื่อ ค.ศ.1987/2530
แต่หลังจากนั้นยังไม่มีอะไรคืบหน้ามากนัก

จุดเด่นของอีสานคือ วัฒนธรรม ซึ่งรวมถึงศาสนาด้วย ศาสนาพุทธที่จริงจังต้องที่นี่ มีชื่อเสียงระดับประเทศ สายพระภิกษุป่าอยู่ที่นี่
ที่อีสานมีพระภิกษุที่มีชื่อเสียง ได้แก่ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต หลวงปู่ฟั่น อาจาโร อยู่ที่สกลนคร หลวงปู่ชาสุภัทโท อยู่ที่อุบลฯ หลวงตามหาบัว
อยู่ที่อุดรฯ ล้วนอยู่ในเขตอีสานทั้งนั้น ถือว่าเป็น “ โอเอซิส” (oasis) อาจารย์ศรีศักดิ์พูดว่าเป็น “ แอ่งอีสาน” เป็นขุมทรัพย์ของอีสาน
และจากที่นี่ก็ขยายไปทั่วประเทศ และไปถึงต่างประเทศแล้ว ถือว่าเป็นพุทธจริงๆ อยู่ที่นี่ อีสานนี้ถือว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำทำนองนี้

ศาสนา วัฒนธรรมทางศาสนา และวัฒนธรรมทั่วไป ถ้าจะลงให้ลึก ต้องมาที่อีสาน เรามีบ้านเชียง อีสานยังข้ามเลยไปถึงลาว และภาษาอีสาน
ภาษาลาวด้วย การศึกษาต้องลงไปถึงวิถีชีวิตชาวบ้าน ถ้าเราศึกษาจากตำราก็จะอยู่แต่ทฤษฎี หลักการลอยๆ เป็นการศึกษาแบบตะวันตก
เป็นแบบแห้งๆ แต่มีคุณพ่อเปอเซต์ที่มรณะไปแล้ว และคุณพ่อปาแซกของเรา มองเห็นจุดนี้และเข้าใจเรื่องนี้ดี
จึงพยายามศึกษาอย่างจริงจังกับพระอาจารย์หลายท่าน แม้แต่เวลานี้ก็ยังศึกษาอยู่ แต่วันนี้ ในส่วนของพระสงฆ์ไทย
ยังมองไม่ค่อยเห็นว่ามีใครบ้างที่สนใจเรื่องนี้อย่างจริงจัง

อีสานเราอาจจะเปรียบเหมือนอินเดียที่มีคนยากจนมาก เรื่องเศรษฐกิจเขายากจน แต่ในด้านวัฒนธรรม เขาร่ำรวยแม้แต่เอกสาร
“ พระศาสนจักรในเอเชีย” ยังพูดถึงเรื่องนี้ด้วย ความยากจนทำให้เกิดนักคิด นักปราชญ์เกิดปัญญาขึ้นมามาก

แม้คนอีสานจะมีรายได้มากขึ้น แต่ยังเป็นเพียงการขายแรงงาน โดยทั่วไปยังถือว่ายากจนอยู่ และความยากจนทำให้เกิดปัญหาด้านสังคม
และสถานภาพทางครอบครัว เกิดการอพยพไปทำงานในต่างถิ่น ต่างประเทศ มันกระทบถึงวัฒนธรรมของชุมชนด้วย ถ้าจะศึกษา
ก็ควรจะเอาจริงเอาจังมากขึ้น เพราะสังคมเปลี่ยนเร็วเหลือเกินทุกวันนี้ใครจะทำงานอะไร ถ้าไม่จับเรื่องวัฒนธรรม ถือว่าผิดพลาดแล้ว
เพราะวัฒนธรรมคือวิถีชีวิตของชาวบ้าน พระสงฆ์อีสานควรที่จะเป็นผู้นำศาสนาในบริบทอีสาน เข้าถึงวิถีชีวิตของคนอีสานทั้งหมด!

ิ่งท้าทายพระศาสนจักรเร่งด่วน

เรื่องท้าทายและค่อนข้างเร่งด่วน การศึกษาเชิงลึก รู้จริง เราต้องลงลึก ด้านภาษาเราต้องใช้ภาษาอีสานสื่อกับชาวบ้าน ภูมิปัญญา
ที่กลั่นกรองมาจากชีวิต เพื่อเราจะได้เข้าถึงและนำข่าวดีไปแบ่งปันให้กับเขา ศัพท์การใช้ภาษาอีสานของคาทอลิกเราก็ต้องจัดให้เป็นระบบ
หมวดหมู่ขึ้นมา ให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ในอีสานมีคำผญาสอนใจที่เข้าถึงวิถีชีวิตอย่างลึกซึ้งมากมาย ทั้งมิติด้านศาสนา ศีลธรรม
และวัฒนธรรมของชาวบ้านด้วย

แม้เราจะอยู่ใกล้กัน อยู่ร่วมกัน แต่ความจริงวิถีชีวิตของพระสงฆ์เรา ยังห่างจากวิถีชีวิตของชาวบ้านอยู่มาก โดยเฉพาะ “ วิถีชีวิตจิตสงฆ์”
ของเรายังห่างจากวิถีชีวิตจิตของอีสาน!

การบำเพ็ญตบะ ( asceticism) การทำวิปัสนา (Comtemplative) วิถีชีวิต อนุสาวรีย์ที่เป็นบัว 3 ชั้น ของหลวงปู่ฟั่น คือรูปแบบการเจริญชีวิต
ของพระเยซูของเราเลย เครื่องอัฏบริขารเป็นพื้นฐานการเจริญชีวิต ลดละเลิก ตัดกิเลส ทำตนเองให้หลุดพ้นจากกระแส ไม่ยึดติด
ชั้นบนสุดเป็นการอุทิศตนให้ทั้งหมด สุดยอดของเขาก็คือให้คนอื่นทั้งหมด วิถีชีวิตที่ต่างกัน วิถีชีวิตของเขาเป็นวิถีชีวิตจิต

“ ทุกศาสนาก็ดีเหมือนกัน...เป็นคำพูดที่ให้เกียรติเรา ซึ่งเป็นกลุ่มน้อยอยู่แล้ว....”

มิสชันนารีรุ่นแรก แม้แต่คุณพ่อมัทเธโอ ริชชี ( Mateo Ricci) เมื่อเข้าไปในประเทศจีน ได้พบได้เห็นวัฒนธรรมเอเชียในจีน
รู้สึกชื่นชมและพยายามจะปรับวัฒนธรรมคริสต์แบบตะวันตกให้เข้ากับจีน ในประเทศไทยเมื่อครั้งสมัยอยุธยาก็เช่นเดียวกัน
แต่ทางกรุงโรมยังไม่เข้าใจและไม่ยอมให้ทำ เมื่อผ่านมา 200-300 ปีจึงได้มีการพูดกัน พระสงฆ์เรามักจะเป็นนักพัฒนามากกว่า
เช่น นักธรรม นักปฏิบัติธรรม!



อีกอย่างหนึ่ง เป็นเพราะวัฒนธรรมของคนไทยเราไม่ชอบโต้เถียง หรือขัดแย้งเมื่อพูดถึงศาสนาอื่นๆ เขาจะชอบพูดว่า “ ทุกศาสนาดีหมด
สอนให้คนเป็นคนดี” แต่ลึกๆ ในใจและในความนึกคิดของเขานั้น เขาคิดอยู่ในใจเสมอว่าศาสนาของเขาดีกว่า สูงกว่าศาสนาอื่น
ถือว่าเป็นการประนีประนอมในการอยู่ร่วมกัน

ชีวิตและงานหลังบวช

เมื่อเรียนจบจากบ้านเณรแล้ว พระคุณเจ้าเกี้ยน เสมอพิทักษ์ พยายามลุ้นมาตลอด อยากให้ผมไปกรุงโรมเข้าคณะ “ โฟโคลาเร่”
เมื่อก่อนคุณพ่อสมศักดิ์ นามกร ซึ่งเป็นอธิการบ้านเณร ก็เคยแนะนำ ในตอนนั้นรู้สึกเฉยๆ แต่ครั้งนี้ได้เลยตัดสินใจ
ไปรับการอบรม 2 คอร์ส เป็นเวลาปีกว่า

เมื่อกลับมาได้บวชเป็นพระสงฆ์ หลังจากนั้นพระคุณเจ้าให้ไปอยู่ที่หนองแสง นครพนม เป็นเวลา 1-2 ปี วิ่งไปวิ่งมาตามวัดต่างๆ
ในบริเวณนี้ ไปแทนคุณพ่อที่ไปเรียนต่อ หรือที่มีปัญหา หลังจากนั้นทำงานโรงเรียน 3-4 ปี และอยู่ในคณะผู้ให้การอบรมของบ้านเณรด้วย

ต่อมาได้รับหน้าที่อธิการบ้านเณรกลางพระวิสุทธิวงศ์ โคราช เป็นเวลา 7 ปี ต่อจากคุณพ่อเกรียงศักดิ์ โกวิทวาณิช
ทำให้มีลูกศิษย์ที่เป็นพระสงฆ์หลายรุ่น จากนั้นไปประจำอยู่บ้านเณรใหญ่แสงธรรม 2 ปี และทำงานวิจัยด้านศาสนาและวัฒนธรรม
ของวิทยาลัยแสงธรรมด้วย

อยู่ได้ไม่นานก็ย้ายไปที่โรงเรียนวรสารพิทยา ( กรุงเทพฯ) ของสังฆมณฑลท่าแร่ อยู่ได้ปีกว่า

ตอนนั้นรู้สึกอยากเรียนจึงไปเรียนต่อที่เอแบค (ABAC) เพื่อหาความรู้เพิ่มเติม ในเวลาเดียวกันก็เป็นอาจารย์พิเศษสอนเรื่องศาสนา
ให้กับนักศึกษาด้วย ที่เอแบคมีพระภิกษุมาเรียนด้วย

ต่อมาพระคุณเจ้าบุญเลื่อน หมั้นทรัพย์ ขอให้มาช่วยทำงานด้านสังคมพัฒนาอยู่ 3 ปี เรียกว่า “Caritas” ต่อจากคุณพ่อวิชาญ กิจเจริญ
ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย โดยพยายามรักษาฐานะนักศึกษาไว้ ต่อมาได้ขอไปพักอยู่กับบราเดอร์มาร์ติน อธิการ โดยพักรวมอยู่กับ
คณะบราเดอร์ เหมือนสมาชิกเลย ถวายมิสซาให้กับบราเดอร์ด้วย อยู่ที่นี่ 2-3 ปี มีความสุขมาก สามารถอยู่ห้องสมุดอ่านหนังสือได้ทั้งวัน
ช่วงนั้นชักเอะใจคิดว่า

“ เอ..หรือว่าเรามีกระแสเรียกทางนี้หว่า?”

เรื่องวิทยานิพนธ์ได้ส่งข้อเสนอโครงร่างผ่านไปหมดเรียบร้อยแล้ว กำลังเตรียมเขียนอย่างเดียว น่าจะใช้เวลาอีกเพียง 5-6 เดือนก็จบแล้ว
พระคุณเจ้าจำเนียร สันติสุขนิรันดร์ ให้กลับมาช่วยงานสังฆมณฑล กำลังจะทำสมัชชาฯ และเรื่องกฎหมาย เรื่องงานศาล ฯลฯ
จึงไม่มีโอกาสทำวิทยานิพนธ์ให้จบ

เรื่องวัฒนธรรมสันติภาพบริบทของผู้ก่อการร้าย ตอนแรกก็จะใช้บริบทของพระสันตะปาปายอห์นที่ 23 สันติสุขบนแผ่นดิน
แต่อาจารย์ที่ปรึกษาบอกว่ามันแคบไปหน่อย สังคมทุกวันนี้มีผู้ก่อการร้ายมาก น่าจะจับประเด็นนี้จะมีประโยชน์มากกว่า

เมื่อไม่นานมานี้เจอบราเดอร์มาร์ติน บรเดอร์ยังถามว่าเมื่อไหร่จะไปทำวิทยานิพนธ์ให้จบเพราะยิ่งอายุมากขึ้นยิ่งไม่อยากเรียนต่อ
อีกนิดเดียวเท่านั้นก็จบแล้ว ผมก็อยากทำแต่ที่นี่มีงานมาก ไม่มีเวลาเขียน ห่างทั้งหนังสือห่างทั้งอาจารย์ ผมมองว่าถ้าจบแล้ว
จะทำงานได้กว้างขึ้น มีความน่าเชื่อถือในสังคมมากขึ้น เมื่อต้องทำงานกับคนอื่น ทั้งสังฆมณฑลและพระศาสนจักร มากกว่าคนที่ไม่มีดีกรี
พูดเรื่องนี้กับใครก็ไม่ค่อยมีใครยอมรับเท่าไรนัก

“ เรื่องเรียนก็ยังค้างอยู่ ยิ่งอายุมากขึ้นก็ยิ่งยาก ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสหรือไม่?”

พี่ใหญ่สุดของแสงธรรม

จุดหักเหและจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญคือ เมื่อจบบ้านเณรเล็กสมัยนั้นจะไปเรียนต่อต่างประเทศกัน ไม่ว่าจะเป็นที่ปีนัง หรือที่กรุงโรม แต่คำว่า
“ เมดอินไทยแลนด์” ลูกหม้อแสงธรรม เป็นคำที่พูดกันเมื่อสภาพระสังฆราชฯ ให้เปิดบ้านเณรใหญ่ของเราเอง

ค.ศ.1972 บ้านเณรแสงธรรมเปิดรับเณรใหญ่แล้ว แต่การก่อสร้างยังไม่เรียบร้อยร้อย ทางผู้ใหญ่ไปขอใช้บ้านเณรของคณะซาเลเซียน
ที่หัวหิน อยู่ครึ่งปี บ้านเณรแสงธรรมมีเพียงตึกโผล่ขึ้นมากลางท้องนากว้าง และบ่อลึกที่ขุดดินมาถมบริเวณบ้านเณร

ต้นไม้แต่ละต้นมาจากน้ำพักน้ำแรงของเณร รุ่นแรกๆ ที่ต้องเรียนไปพร้อมกับการสร้างบ้านเณรและตกแต่งให้ดูสวยงาม
มีคุณพ่อบรรจง อารีพรรค เป็นอธิการบ้านเณร ส่วนอาจารย์ก็มีคุณพ่อสมศักดิ์ นามกร คุณพ่อเอก ทับปิง คุณพ่อนรินทร์ ศิริวิริยานนท์
บางคนมีแต่ชื่อ แต่ตัวยังเรียนอยู่ต่างประเทศ

“ เรื่องความไม่พร้อมไม่สำคัญ เวลานั้นกระแสสังคมภายนอก นักศึกษากำลังมาแรง เพื่ออยากจะทำงานรับใช้สังคม
พระคุณเจ้าบรรจง อธิการบ้านเณร ได้ให้โอกาสส่งผมและเพื่อนไปเป็นตัวแทนเข้าร่วมศูนย์นักศึกษาคาทอลิกบ้านเซเวียร์
ได้เห็นความมุ่งมันและความบริสุทธิ์ใจของนักศึกษาภายนอกที่จะรับใช้สังคม สำหรับผมก็คือพระศาสนจักร มันเรื่องเดียวกัน
เพราะฉะนั้นเรามีเป้าหมายอันเดียวกันและชัดเจน ใจเราพร้อมแล้ว เรื่องภายนอกไม่ใช่ปัญหา”

แต่เดี๋ยวนี้โลกแข่งขันกันมาก ทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่องสังคม ในส่วนของพระศาสนจักร จึงไม่รู้ว่าจะเอาอะไรกันแน่ สำหรับคนรุ่นใหม่
บางทีไม่รู้ว่าจะเลือกอะไรระหว่ง “ กระแสเรียก หรือ กระแสเรียน”

สมัยก่อนเรื่องภายนอกที่จะทำให้ใจวอกแวก อาจารย์บางท่านบอกว่า “ พวกลื้อรุ่นแรกนี่ แม้หลายอย่างไม่พร้อม ทั้งเรื่องสถานที่
และเรื่องอาจารย์ผู้สอน แต่รุ่นพวกลื้อนี่ตั้งใจและเอาจริงมากว่า คือมีใจ ตั้งใจเต็มที่”
นี่เป็นคำพูดที่อาจารย์บางคนพูดเมื่อเราผ่านชีวิตมานานแล้ว

ผมเคยพูดกับผู้ให้การอบรมบางคนว่า การทำให้กระแสเรียกเข้มแข็ง ต้องให้เขาได้สัมผัสกับงานอภิบาลตรงๆ เช่น ในระหว่างอยู่บ้านเณร
เปิดโอกาสให้เขาได้ไปเยี่ยมชม ไปทำงานช่วยเหลือคนแก่ เด็กๆ คนติดเชื้อ ฯลฯ

เมื่อพวกเณรได้ไปรู้ไปเห็น เขาจะได้ไตร่ตรองเอง เด็กรุ่นใหม่เข้าใจได้เร็วในเรื่องประเภทนี้

คุณพ่อประยูร พี่ใหญ่ทั้งในครอบครัวและเณรใหญ่รุ่นแรก พี่ใหญ่ของแสงธรรม ผู้ใฝ่รู้ ใฝ่เรียน เมื่อเจอหนังสือที่ชอบ จะลืมวันเวลา
คุณพ่อผู้ถนัดซ้ายและฝักใฝ่ทั้งซ้าย แต่ชีวิตจริงอยู่ขวาจัด เมื่อมีโอกาสฉลอง 25 ปีชีวิตสงฆ์ ได้รวมผลงานเป็นเล่ม
และยังเขียนลงในนิตยสาร “ อุดมศานต์” รายเดือนด้วย

ใครที่รู้จักและใกล้ชิดคุณพ่อประยูรจะทราบดีว่า คุณพ่อเป็นคนชอบอ่านหนังสือ และในสมองมักจะวนไปวนมากับสิ่งที่ได้อ่าน ได้ศึกษาอยู่
จนกระทั้งลืมเวลาและนาฬิกาบนข้อมือ ชีวิตแต่ละก้าวย่างช่างเชื่องช้า ละลุ่มลึก แม้กระทั้งเวลาบวช

 

 

ติดตามประวัติคุณพ่อโดยรายละเอียด

ฟังรายการวิทยุ
"ตามรอยวัฒนธรรมอีสาน "
   ทุกวันอาทุตย์ เวลา 12.00 น. วิทยุมิสซังท่าแร่-หนองแสง FM. 104.50 MHz.

   หรือฟังออนไลน์ที่ http://nbkradio.com



 
   
 
     
     
 
 

แผนกเทคโนโลยีสารสนเทศ อัครสังฆมณฑลท่าแร่ - หนองแส
600 ม.8 อาคารเซนต์ไมเคิล ตำบลท่าแร่ อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร 47230 โทร. 042 751122
E-mail : admin@genesis.in.th